บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ธรรมกายคือ กองแห่งธรรม


“ธุดงค์ธัมมชัย” ของสมีเควี่ยธัมมชโยที่เอาพระมาเดินหาเงินในเมือง ทำให้รถติดกันฉิบหายวายป่วง  และเสียงก่นด่าของคนที่เดือดร้อนก็กระหึ่มขึ้นมา

สาวกสมองหมา ปัญญาควายไม่ว่าผมดำ ไม่มีผม ก็ออกมาแก้ตัวอย่างสมองหมา ปัญญาควาย จนทำให้เกิดการเสวนา “กึ่งพุทธกาลกับมารศาสนา” ขึ้น เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 ที่มหาวิทยาลัยเก่าของผมเก่า  คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันนี้ เอาคำสัมภาษณ์ของพระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโสมาวิพากษ์วิจารณ์กัน ข้อมูลเอามาจากบทความของบล็อก ชื่อ “พระมหาพงศ์นรินทร์ พูดถึงคำสอนที่บิดเบือนของวัดธรรมกาย”  

ตรงนี้ ผมขอบอกไปก่อนเลยว่า มหาพงศ์นรินทร์นี้ ไม่ได้รู้เรื่องของศาสนาอะไรนัก พวกอ่านมา จำได้ แล้วก็ “พ่น” ออกไป แบบไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง

ยิ่งวิชาธรรมกายแล้ว  มหาพงศ์นรินทร์ไม่น่าจะมีความรู้ “ลึก” ที่จะทำให้สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างถูกต้อง และมีเหตุมีผล

ดูคำวิพากษ์วิจารณ์ของพระรูปนี้กันเลย




ข้อความที่ว่า

ธรรมกายเป็นคำเดิมในพระไตรปิฎก แปลว่า กองแห่งธรรม แต่ธรรมกายเอาไปอธิบายความหมายใหม่ เป็นองค์นิมิตที่ไปปฏิบัติกรรมฐาน ความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วิพากษ์วิจารณ์ข้อความนี้ก่อน “ธรรมกายเป็นคำเดิมในพระไตรปิฎก แปลว่า กองแห่งธรรม”

ตรงนี้ มหาพงศ์นรินทร์ก็แสดงความฉลาดน้อย แบบไม่รู้ออกมาชัดเจน  คือ ไปอ่านของเขามา แล้วก็บอกต่อไป โดยไม่รู้จริง

ผมขอยกตัวอย่างต้นฉบับที่คนชอบเอาไปอ้างต่อเลย คือ จากหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ /พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ธรรมกาย

1. “ผู้มีธรรมเป็นกาย” เป็นพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า (ตามความในอัคคัญญสูตร แห่งทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค) หมายความว่า พระองค์ทรงคิดพุทธพจน์คำสอนด้วยพระหทัยแล้วทรงนำออกเผยแพร่ด้วยพระวาจา เป็นเหตุให้พระองค์ก็คือพระธรรม เพราะทรงเป็นแหล่งที่ประมวลหรือที่ประชุมอยู่แห่งธรรมอันปรากฏเปิดเผยออกมาแก่ชาวโลก; พรหมกาย หรือ พรหมภูต ก็เรียก;

2. “กองธรรม” หรือ “ชุมนุมแห่งธรรม” ธรรมกายย่อมเจริญงอกงามเติบขยายขึ้นได้โดยลำดับจนไพบูลย์ ในบุคคลผู้เมื่อได้สดับคำสอนของพระองค์ แล้วฝึกอบรมตนด้วยไตรสิกขาเจริญมรรคให้บรรลุภูมิแห่งอริยชน

ขอให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนว่า พระพรหมคุณาภรณ์ /พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เกลียดวิชาธรรมกายสุดๆ  คำอธิบายทั้งหลายที่เกี่ยวกับวิชาธรรมกาย พระรูปนี้ ถ้าบิดเบือนได้ จะบิดเบือนทันที

จะเห็นว่า ขนาดพระพรหมคุณาภรณ์ /พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ยังให้ความหมายของคำว่า “ธรรมกาย” ไว้ 2 แบบ  แบบแรกก็คือ “เป็นพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า”

ผมอยากจะรู้ว่า มหาพงศ์นรินทร์นี่ตาบอด หรือโง่ ที่ไม่รู้ว่า ความหมายของธรรมกายนั้น ที่ตรงๆ เลยก็คือ “เป็นพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า”

ต่อไปดูหลักฐานจากในคัมภีร์บ้าง

"ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ  ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ  ธมฺมภูโต อิติปิ  พฺรหฺมภูโต อิติปิ"

"วาเสฏฐะและภารทวาชะ  คำว่า ธรรมกาย ก็ดี  พรหมกาย ก็ดี  ธรรมภูต ก็ดี  พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต" (ที.ปา.11/55/92)

หลักฐานตรงนี้  ผมสงสัยจริงๆ ว่า มหาพงศ์นรินทร์นี่ตาบอด หรือโง่จริง

ข้อความข้างต้นนั้น  ลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนำมาเผยแพร่ไม่รู้ว่า กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  มหาพงศ์นรินทร์ไม่เคยพบ ไม่เคยเจอเลยหรือ

หลักฐานเกี่ยวกับคำว่า “ธรรมกาย” ในคัมภีร์ยังมีอีก สนใจไปอ่านที่ได้บล็อก  “หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์”

ต่อไปคือ ข้อความที่ว่า “แต่ธรรมกายเอาไปอธิบายความหมายใหม่ เป็นองค์นิมิตที่ไปปฏิบัติกรรมฐาน ความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

ตรงนี้ มหาพงศ์นรินทร์ ก็ไม่รู้จริงอีก  เพราะ ในการปฏิบัติธรรมวิชาธรรมกายนั้น กายธรรมนั้น มีจริงๆ  ไม่ใช่แค่ “นิมิต” แต่เพียงอย่างเดียว

แล้ว “นิมิต” นั้น เราจะไม่เรียกธรรมกายหรือกายธรรม แต่เราจะเรียกเป็น “องค์พระ” เท่านั้น คือในการนำพระมาเป็นนิมิตนั้น เป็นพระอะไรก็ได้

ไม่จำเป็นจะต้องเป็นธรรมกาย หรือกายธรรมแต่เพียงอย่างเดียว

จะเห็นว่า แค่ชื่อของ “ธรรมกาย” มหาพงศ์นรินทร์ก็ผิดจนสุดกู่ไปแล้ว  แสดงความโง่ไปแล้ว  เมื่อความโง่ออกสู่สาธารณชนอย่างนี้ แก้ชื่อเสียงยาก

ในเรื่องนี้ มหาพงศ์นรินทร์พลาดเอง ที่อยากดังด้วยการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น แต่ “ขี้เกียจอ่าน”, “ขี้เกียจค้นคว้า”  มันก็ได้แต่แสดงความโง่ออกมาเท่านั้น

ผมขอยกตัวอย่างของผมเอง 

1- ผมเริ่มถกเถียงกับคนในเรื่องศาสนานั้น ตอนผมเรียนอยู่ที่อังกฤษ คือ เวลาว่างมันมาก ข้างๆ ก็มีแต่คนต่างชาติ อังกฤษบ้าง ลาวบ้าง แขกบ้าง อาหรับบ้าง อาฟริกาบ้าง  ผมจึงเข้าไปแสดงความคิดเห็นในห้องศาสนา เว็บพันธุ์ทิพย์

ตอนนั้น ผมไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์พระพรหมคุณาภรณ์/พระธรรมปิฎก/พระประยุทธ์เลย เพราะ ผมอ่านหนังสือของท่านน้อยมาก  ผมจะพูดเป็นกลางๆ ไว้ก่อน เข้าข้างเป็นบ้างเวลา ว่าอย่างนั้นเถอะ

เมื่อผมรู้ว่า พระพรหมคุณาภรณ์/พระธรรมปิฎก/พระประยุทธ์ “โจมตี” วิชาธรรมกาย ผมต้องใช้เวลาอ่านหนังสือของพระรูปดังกล่าวเป็นปีๆ  เมื่อรู้ว่า "รู้" ดีแล้ว "เข้าใจ" ดีแล้ว ผมจึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์

2- สายยุบหนอพองหนอก็เช่นเดียวกัน   ผมใช้เวลาอ่านหนังสือของสายนี้ประมาณ 6 ปี จึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ 

ที่ใช้เวลานานก็เป็นเพราะ เป็นสายปฏิบัติธรรมด้วยกัน มันมีทั้งผิด ทั้งถูก ในกรณีของพระพรหมคุณาภรณ์/พระธรรมปิฎก/พระประยุทธ์ ท่านเชื่อวิทยาศาสตร์ การศึกษามันจึงง่ายกว่า






ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้



จากบทความ “โครงสร้างของอนัตตลักขณสูตร”  ผมได้กล่าวถึง สิ่งที่ควรจะใคร่ครวญหลังจากการอ่านอนัตตลักขณสูตร 4 ประเด็น 

วันนี้เราจะพูดประเด็นที่ 3 กับ ประเด็นที่ 4 ดังนี้

3) ข้อความที่ว่า

เธอทั้งหลายพึง เห็น รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตนของเรา.

คำว่า “เห็น” นั้น เห็นอย่างไร ใช้อะไรในการเห็น

4) ข้อความที่ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ

ข้อความ “อริยสาวก ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้” แสดงว่า พระปัจจวัคคีย์ฟังคำเทศนาของพระพุทธองค์ไป และเห็นไปด้วยในขณะเดียวกัน ใช่หรือไม่..

จากข้อความของ “อนัตตลักขณสูตร” ข้างต้น ก็แสดงว่า พระปัจจวัคคีย์ “เห็น” ขันธ์ 5 ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตนของเรา  

ขณะที่พระปัจจวัคคีย์ “ฟังอยู่” นั้น ก็ “เห็นอยู่” ด้วย กิเลสก็หมดลงไป โดยการเบื่อหน่ายในขันธ์ 5

ข้อความในส่วนนี้ ถ้าใครได้อ่านข้อเขียนของพวกพุทธวิชาการหรือนักปริยัติที่จะตนนรกทั้งหลาย ก็จะไม่ได้พบข้อความดังกล่าวเลย

พวกนั้น ทำราวกับว่า ข้อความ “อริยสาวก ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้” ไม่มีในอนัตตลักขณสูตร ทำไม่รู้ ไม่เห็น ไม่กล่าวถึงเสียดื้อๆ

แล้วพวกนี้ มันจังไรไหมเล่า มันเลวไหมเล่า........... พวกมันตกนรกก็สมควรแก่พฤติกรรมของพวกมันแล้ว

แล้วในทางวิชาธรรมกายมีคำอธิบายประเด็นนี้อย่างไร  หลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนไว้ในหนังสือมรรคผลพิสดาร ๒ ดังนี้

รูปขันธ์ของมนุษย์นี้ คือยาว ๑ วา หนา ๑ คืบ กว้าง ๑ ศอก  ย่นเข้าให้เล็กที่สุดแล้ว จะมีขนาดดังนี้ คือ.-
๑. รูปขันธ์ ขนาดเท่าฟองไข่ของไก่
๒. เวทนาขันธ์ ขนาดเท่าไข่ขาว
๓. สัญญาขันธ์ ขนาดเท่าไข่แดงของไก่
๔. สังขารขันธ์ ขนาดเท่าลูกตาดำ
๕. วิญญาณขันธ์ ขนาดเท่าแววตาดำ

มนุษย์เล็กเช่นพวกเรานี้ ก็มีขนาดเท่านี้ แต่ถ้าขันธ์ ๕ เป็น อนิจฺจํ ไม่เที่ยง ทุกฺขํ เป็นทุกข์ อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นประการใด

ขันธ์ ๕ ที่เรียกว่า ไม่เที่ยงๆ นั้น เพราะจำเดิมแต่แรกขณะเกิดมา ก็เปลี่ยนไปทีละนิดๆ เป็นวิปริตนามธรรม แปรผันยักย้ายกลับกลาย เปลี่ยนจากรูปเดิมอยู่ทุกวินาที

เหมือนนาฬิกาเดินเลื่อนที่อยู่เสมอ หรือเหมือนดวงอาทิตย์ตั้งแต่แรกอุทัยขึ้นมา ก็เดินเลื่อนไปทีละนิดๆ ไม่อยู่คงที่

ขันธ์ ๕ ไม่คงที่เปลี่ยนแปลง เป็น อนิจฺจํ อยู่เสมอเช่นนี้เป็นตัว เหตุ ขันธ์ ๕ จึงเกิด ทุกข์ ซึ่งเป็นตัว ผล อันเนื่องมาจากความไม่เที่ยง

ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เพราะไม่คงที่ จึงมี ชรา พยาธิ มรณะ เบียดเบียนอยู่ทุกเมื่อ ใครเป็นผู้รับทุกข์? คือกายนั้นๆ ที่อาศัยอยู่ภายในขันธ์ ๕ นั้นๆ เช่น กายทิพย์อาศัยอยู่ภายในกายมนุษย์ เป็นต้น

เป็นทุกข์เพราะอะไร? เพราะอุปาทาน ความไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ที่อยู่อาศัยนั้นว่า เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา ด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฐิ

ใครเห็นทุกข์? กายธรรมเป็นผู้เห็นทุกข์ ทุกข์เพราะอยู่มาเหมือนบ้านเรือน อันเก่าแก่ ทุกข์เพราะคร่ำคร่าชำรุดทรุดโทรมเป็นลำดับมา

ใครเป็นผู้ทุกข์? คนอาศัยในเรือนนั้นเป็นผู้ทุกข์ ทุกข์เพราะเดือดร้อน อยู่อาศัยไม่สะดวก

ทุกข์เพราะอะไร? ทุกข์เพราะเข้าไปยึดถือว่าเรือนของเรา เราอาศัยอยู่ ถ้าปล่อยว่างวางเฉยทอดธุระเสียว่า “ไม่ใช่เรือนของเราแล้ว” ทุกข์จะมีมาจากไหนก็ไม่มีทุกข์แน่นอน

จะเห็นว่า ขันธ์ 5 เป็นอย่างไร มีขนาดเท่าไหร่  ขันธ์ 5 เป็นอนิจจัง/ทุกขัง/อนัตตาอย่างไร หลวงพ่อวัดปากน้ำ อธิบายไว้อย่างแจ่มชัด

อธิบายด้วยว่า กายธรรมเป็นผู้เห็นทุกข์  ผู้เป็นทุกข์ก็คือ กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม ชัดเจนอย่างไม่มีสายปฏิบัติธรรมหรือนักปริยัติใด อธิบายได้แบบนี้อีกแล้ว

สุดท้ายเลย ก็คือ ข้อความ “อริยสาวก ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้” ก็ดูวิดิโอของผมข้างบนเป็นตัวอย่าง 

ผมได้บอกไปหลายครั้งว่า วิชาธรรมกายเป็นวิชาที่พระพุทธองค์ทรงสอน  ผมก็สอนไปตามแบบนั้น คือ “สั่ง” วิชาไป  คนเรียนก็หลับตาฟังไป และ “เห็น” ไปตามหลักสูตรที่กำหนด

ตัวอย่างของวิดิโอนั้น ก็ยืนยัน ข้อความ “อริยสาวก ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้” ได้เป็นอย่างดี อย่างที่ไม่มีใครอธิบายได้แบบนี้อีกแล้ว






อะไรคือตัวตนของเรา


จากบทความ “โครงสร้างของอนัตตลักขณสูตร”  ผมได้กล่าวถึงสิ่งที่ควรจะใคร่ครวญหลังจากการอ่านอนัตตลักขณสูตร 4 ประเด็น 

วันนี้เราจะพูดประเด็นที่ 1 กับ ประเด็นที่ 2 ดังนี้

1) รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณหรือขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตน แล้วอะไรคือตัวตน

2)  ข้อความที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?”

ข้อความดังกล่าวนั้น ตีความได้ว่า สิ่งที่ตกอยู่ในพระไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวตนของเรา แล้วตัวตนของเราคืออะไร

ขั้นตอนแรก เราต้องพูดถึงเรื่อง “ขันธ์ 5” กันก่อน เพราะ มีสิ่งที่ไม่น่าเชื่อปรากฏขึ้นคือ พุทธศาสนิกชนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเกจิอาจารย์ หรือไม่ใช่เกจิอาจารย์ ไม่มีใครเข้าใจ “ขันธ์ 5” เลย

ผู้ที่เข้าใจขันธ์ 5 ดีที่สุดมีคนเดียวหรือรูปเดียวคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำเท่านั้น

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548  กล่าวถึง ขันธ์ ไว้ในวิกิพิเดีย ดังนี้

ขันธ์ แปลว่า กอง, หมวด, หมู่, ส่วน ในทางพุทธศาสนา หมายถึง ร่างกายของคนเรา คือแยกร่างกายออกเป็นส่วนๆ ตามสภาพได้ 5 ส่วน หรือ 5 ขันธ์ คือ

รูป ได้แก่ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต
เวทนา ได้แก่ ระบบประมวลความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
สัญญา ได้แก่ จำสิ่งที่ได้รับและรู้สึกนั้นๆ
สังขาร ได้แก่ ระบบคิดปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รับรู้สึกและจำได้นั้นๆ
วิญญาณ ได้แก่ ระบบรู้ สิ่งนั้นๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


ขอแปลไทยเป็นไทยอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

รูป ได้แก่ กายของมนุษย์
เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
สัญญา ได้แก่ จำ
สังขาร ได้แก่ คิด
วิญญาณ ได้แก่ รู้

ขันธ์ 5 ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จะเป็นดังนี้

รูป ได้แก่ กายของมนุษย์
เวทนา ได้แก่ เห็น
สัญญา ได้แก่ จำ
สังขาร ได้แก่ คิด
วิญญาณ ได้แก่ รู้

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างพุทธวิชาการกับหลวงพ่อวัดปากน้ำก็คือ “เวทนา” หลวงพ่อวัดปากน้ำแปลว่า “เห็น”  ส่วนพุทธวิชาการหรือนักปริยัติมักจะแปลเป็น “ความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ”

วิเคราะห์กันอย่างเป็นทางการ ชุดของพุทธวิชาการหรือนักปริยัตินั้น ความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ เข้าไม่ได้กับ “จำ, คิด, รู้” เลย  เป็นคนละพวก คนละหมู่เลย 

“ความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ” ไปกันไม่ได้เลยกับ 3 องค์ประกอบที่เหลือ

“เห็น จำ คิด รู้” นี่ถึงจะเป็นพวกเดียวกัน เป็นหมู่เดียวกัน และไปกันได้

เอาหลักฐานเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ก็เอาร่างกายที่เรากำลังอ่านอยู่นี่แหละเป็นตัวอย่าง เพราะ ร่างกายของเราก็คือ ขันธ์ 5 อยู่แล้ว

เรารู้อยู่ว่า กายของเรากำลังทำอะไรอยู่ ในการอ่านบล็อกนี้ ส่วนใหญ่ก็จะนั่งอ่านหน้าจอ อาจจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์ จอแท็บเล็ต 

ตาของเราก็อ่านไป เพราะ เรา “เห็น” อยู่  แล้วเราก็ “จำ” ได้  ส่วนใหญ่อ่านแล้ว ก็จะ “คิด” ตามไปด้วย  เมื่อผ่านการ “เห็น จำ คิด” ไปแล้ว  เราก็จะ “รู้”

จะเห็นว่า ขันธ์ 5 ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ถูกต้องแล้ว

คงจะไม่มีใคร อ่านบล็อกของผม โดยไม่ใช้ “การเห็น” แต่เอา “ความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ” มาใช้แทน

เราเข้าใจกันอย่างถูกต้องแล้วว่า “ขันธ์ 5” คืออะไร ก็คือ ร่างกายของเราที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ แต่อนัตตลักขณสูตรบอกว่า

- ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตน
- สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนของเรา

โดยสรุปในส่วนนี้ ข้อความดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้

ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ตรงนี้แหละ พวกพุทธเชิงคัมภีร์หรือพวกปริยัติตีความไปตามความเชื่อวิทยาสตร์ของพวกเขาว่า “ตัวตนไม่มี” 

โดยไม่ได้คิดเลยว่า “ตัวของมึงมีอยู่ทนโท่ คิดได้ กินได้” มันคืออะไร แล้วไม่ยอมอธิบายเสียด้วย

แล้วก็ตีความต่อไปว่า นิพพานไม่มี  ตายแล้วเกิดเพียงชาติเดียว นรก-สวรรค์ไม่มี ฯลฯ

ก่อนที่จะอธิบายว่า วิชาธรรมกายกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไรนั่น เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “ไม่ใช่ตัวตนของเรา” ในอนัตตลักขณสูตรกันก่อน

คำว่า “ตัวตนของเรา” ในอนัตตลักขณสูตรมีความหมาย 2 ประการ คือ 

1-  ตัวตนที่ยังต้องเปลี่ยนแปลงเพราะอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา
2- ตัวตนที่คงที่เป็นนิจจัง-สุขขัง-อัตตาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

ตัวตนของเราในในอนัตตลักขณสูตร หมายถึง ตัวตนในประเภทที่ 2 คือ ตัวตนที่คงที่เป็นนิจจัง-สุขขัง-อัตตาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

ในเรื่องนี้ วิชาธรรมกายอธิบายไว้อย่างนี้  ขอให้ดูภาพด้านบนประกอบด้วย

จะเห็นว่า กายของเราหลักๆ เลย มี 18 กาย  

ต่อไป ขอให้ดูกายเนื้อหรือกายมนุษย์ของตัวผู้อ่านเอง  กายหยาบกายนี้ “ไม่ใช่ตัวตนของเรา”

รวมไปถึงกายละเอียด (โลกีย์) คือ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด – กายอรูปพรหมละเอียดด้วย เพราะ “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา”

กายธรรมละเอียดทั้ง 10 กายนั้น เป็น “ตัวตนของเรา” เพราะ “เที่ยง เป็นสุข ไม่แปรปรวน”

จะเห็นว่า วิชาธรรมกายเท่านั้น ที่สามารถอธิบายอนัตตลักขณสูตรได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่มีใครอธิบายได้อย่างนี้อีกแล้ว